อันตรายและโรคจากรังสีแตกตัว ชนิดของรังสีที่ก่อให้เกิดการแตกตัว ( Ionizing radiation ) รังสีที่มีการแตกตัวและเป็นปัญหาต่อผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ได้แก่ 1.รังสีเอ็กซ์ ( X -rays ) 2.รังสีแกมมา ( G amma rays ) 3.อนุภาคแอลฟา ( Alpha rays ) 4.อนุภาคเบตา ( Beta particles ) 5.อนุภาคนิวตรอน ( Neutron particles ) ซึ่งรังสีเหล่านี้มีแหล่งกำเนิด ทั้งจากแหล่งธรรมชาติ เช่น หิน ดิน ทราย น้ำ จักรวาลนอกโลก และสิ่งที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์
อาชีพที่เสี่ยงอันตรายต่อรังสีแตกตัว อาชีพที่เสี่ยงอันตรายจากรังสีแตกตัว ได้แก่ รังสีแพทย์ นักรังสีเทคนิค คนงานในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ อาชีพกรมการเหมือง นอกจากนี้มนุษย์ยังได้รับรังสีจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น อุปกรณ์ที่มีหน้าปัทม์เรืองแสงเพื่อทำให้เย็นได้ในความมืด จะมีสารกัมมันตรังสี ทริเทียม โฑรมิเดียม เรเดียม คริพตอน เป็นส่วนประกอบ
กลไกการเกิดโรค มนุษย์สัมผัสรังสีจากทั้งภายนอก ( external exposure ) และภายในร่างกาย ( internal exposure ) รังสีภายนอกที่มากระทบร่างกายเมื่อนำออกไปแล้วก็จะหมดไป ส่วนรังสีที่เข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ ทางปาก หรือดูดซึมผ่านทางผิวหนัง สารกัมมันตรังสีจะคงอยู่ในร่างกายจนกว่าจะถูกนำออกไปหรือสลายตัวเองตามอายุขัย อันตรายที่เกิดขึ้นต่อร่างกายเป้นผลเนื่องจากอันตรกิริยาโดยตรงระหว่างอนุภาครังสีกับโมเลกุลดีอนเอในเซลล์ หรือจากอันตรกิริยาโดยอ้อมโดยอนุมูลไฮดรอกซีย์ ( ที่เกิดจากรังสีที่ให้ประจุ ) กับดีเอนเอ ปฏิกิริยาที่รุนแรงจะทำลายเซลล์ก่อความพิการแก่อวัยวะที่สัมผัส เซลล์ที่รอดชีวิตหรือมีการกลายพันธุ์ก็จะเจริญไปเป็นเซลล์มะเร็ง ความรุนแรงของความเจ็บป่วยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ คือ ชนิดของรังสี ( รังสีแต่ละชนิดมีอำนาจทะลุทะลวงและทำความเสียหายต่อเซลล์ในร่างกายต่างกัน ) ชนิดของสารกัมมันตรังสี ปริมาณของรังสีและอัตราที่ได้รับรังสีเป็นต้น
อาการและอาการแสดง ชนิดเฉียบพลัน กลุ่มอาการเป็นพิษเฉียบพลันจากรังสี ( Acute radiation syndrome ) แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก มีอาการคลื่นไส้อาเจียนบางครั้งท้องเดินภายใน 1 ชั่วโมงหลังการสัมผัส ซึ่งทางเดินอาหารจะดีขึ้นภายในหนึ่งวัน ระยะที่สอง จะปกติไม่มีอาการ ซึ่งคงอยู่นานประมาณ 1 6 สัปดาห์ ระยะที่สาม เป็นระยะที่มีอาการรุนแรง จะมีอาการไข้ เกิดแผลในปากและคอ ผมร่วง มีจุดเลือดออกตามตัว หรือเลือดออกในลำไส้ ผิวหนังอักเสบ บริเวณที่เกิดผิวหนังอักเสบจากรังสีบ่อยๆ ได้แก่ บริเวณมือ มักเกิดจากอุบัติเหตุหลังจากได้รับ รังสี 2 3 นาที จะเกิดผิวหนังนูนแดงซึ่งเป็นปฏิกิริยาปฐมภูมิของผิวหนัง อาการอาจเป็นเพียงเล็กน้อยถ้าได้รับขนาดน้อย ต่อมาบริเวณนั้นจะบวมและมีเลือดคั่ง ถ้าได้รับรังสีขนาดน้อยกว่า 10 เกรย์ ( Gray ) อาการบวมและเลือดคั่งจะค่อยๆลดลง และจะเกิดสีผิวเข้มขึ้นบางแห่งจะกลายเป็นด่างขาว ถ้าได้รับรังสีมากกว่า 20 เกรย์ จะเกิดอาการบวมและเลือดคั่งเร้วขึ้น ต่อมาผิวหนังจะมีตุ่มน้ำใสและแตก ถ้าได้รับรังสีขนาดสูง 25 50 เกรย์ หลังจากเกิดอาการบวมและเลือดคั่ง จะมีการตายของเนื้อเยื่อ ชนิดเรื้อรัง การเจ็บป่วยชนิดเรื้อรัง อาจเกิดขึ้นกับบุคคลที่ได้รับรังสีบ่อยๆ เป็นระยะเวลานานหลายๆปี - ผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ ผลของรังสีทำให้อวัยวะหลายแห่งที่ทำหน้าที่ควบคุมดุลยภาพประสาทอัตโนมัติผิดปกติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้แก่ ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นเร็วบางครั้งเต้นผิดปกติ การเคลื่อนไหวของลำไส้และท่อน้ำดีจะเร็วขึ้น อาจทำให้มีอาการถ่ายเหลว น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารจะลดลง - ผลต่อระบบเลือดและไขกระดูก ได้แก่ เกล็ดเลือดต่ำ ไขกระดูกไม่ทำงาน - การเกิดมะเร็ง ได้แก่ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระดูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งปอด - ผลต่อทารกในครรภ์ รังสีทำให้เกิดความผิดปกติต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ - ผลต่อพันธุกรรม ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ทางโครโมโซม และมีความผิดปกติของยีนส์ สำหรับความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ไม่ใช่มะเร็ง ยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่นอน
การรักษา เมื่อพบผู้ป่วยที่เป็นโรคเนื่องจากรังสีชนิดแตกตัวควรตัดสินใจให้ผู้ป่วยได้รับการักษาจากแพทย์ ส่วนใหญ่โรคเหล่านี้ยังรักษาให้หายไม่ได้ แต่แพทย์มีแนวทางการักษาเพื่อขจัดความทุกข์ทรมาน และบำบัดรักษาโดยการใช้สารเคมีบำบัดเพื่อไม่ให้โรคลุกลามต่อไป
การป้องกัน บุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารกัมมันตรังสี ควรจะมีการใช้เครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น เสื้อผ้าชนิดที่ป้องกันรังสี ถุงมือยางหรือหนังสัตว์ หมวกคลุมผมที่มิดชิด รองเท้ายาง และเครื่องปิดจมูกชนิดที่มีอากาศบริสุทธิ์ไหลเวียนได้ และควรได้รับการวัดปริมาณรังสีโดยเครื่องบันทึกรังสีประจำบุคคล
ข้อมูลจาก - ศูนย์อชีวอนามัยและเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม จ.ระยอง
|